อย่าสิ้นหวังนะชาวไทย ㋡

posted on 14 Apr 2009 06:38 by come-on-euphoria

วันนี้นั่งจิตตกครับ อยู่บนโลกใบนี้มาจะ 22 ปี แต่ยังไม่รู้ ชีวิตจะเดินไปทางไหนดี

เคยมีไม๊ครับบางครั้ง บางทีที่ความรู้สึก มันก็ยากที่จะอธิบายด้วยคำพูด พูดยังไงก็ไม่มีใครเข้าใจ แม้แต่คนรักที่อยู่ข้างๆ เรา เพื่อนพี่น้อง พ่อแม่หรือบุพการีที่เลี้ยงดูเรามา เราก็ไม่อยากจะบอกให้พวกเขาเหล่านั้นรับฟัง เพราะรู้ว่าฟังแล้วก็ไม่เข้าใจและไม่สบายใจ อย่าว่าเลยครับ จะเอาอะไรกับคนอื่นมากมาย บางทีตัวเราเม่งก็ยังไม่เข้าใจตัวเองเลย ฮ่าๆ

 

ด้วยว่าไม่รู้จะทำอะไรให้ใจหายฟุ้งซ่านดี เลยแวะเข้ามาอ่านบลอคตัวเอง

เผอิญได้เห็น 2 คอมเม้นท์มาใหม่ ก็แอบดีใจครับ แอบรู้สึกดีที่มีคนเข้ามาแชร์มุมมอง มาแบ่งปันกันอีก ทั้งๆที่ปล่อยบลอค

ร้างมาตั้งแต่กลางปีก่อน ว่าจะอัพจะอัพก็ติดเปื่อย ติดเมา จนถึงวันนี้ถ้าไม่อัพก็ไม่รู้จะมีโอกาสและความตั้งใจอัพวันไหนอีก

 

ไหนๆ ก็อัพทั้งทีแล้ว วันนี้ผมมีหลายเรื่องดีๆ มาแบ่งปันกันครับ

 

เอาเรื่องเกาะติดสถานการณ์บ้านเมืองก่อนเลย ฮ่าๆ หนีไม่พ้นเรื่องนี้อีกแล้ว แต่ !! อย่าเพิ่งส่ายหน้าหนีกันไปไหนครับ เพราะสิ่งที่ผมกำลังจะบอกต่อไปนี้ มันไม่ใช่ข้อมูลคมชัดลึกของสงครามการเมืองในระบอบสีสันคัลเลอร์ฟูลหรอกครับ แต่เป็นอีกแนวทาง อีกมุมมองหนึ่งในการให้กำลังใจกันมากกว่า

ทุกวันนี้โลกรอบๆตัวเรา มองไปทางไหน ก็มีแต่คนด่ากัน มีแต่จ้องจะจองล้างจองผลาญ ห้ำหั่นกันอยู่ร่ำไป ด้วยความเห็นแก่ตนและผลประโยชน์ส่วนตัว ตัวกูของกูเป็นบรรทัดฐาน ยิ่งนานวันก็ยิ่งทวีความโหดร้าย รุนแรงขึ้น จากที่เราไม่เคยเห็น ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีสิ่งเลวร้ายพวกนี้อยู่จริง ไม่ใช่แค่ในหนัง และถึงวันนี้มันเกิดขึ้นในบ้านของเรา ใกล้ตัวเราเหลือเกิน ได้รู้ได้เห็นบ่อยครั้งๆเข้าสภาพจิตใจ จากโทสะก็กลายเป็นโมหะด่าว่าฆ่ากันไม่จบสิ้น จากตื่นตระหนกก็กลายเป็นเริ่มด้านชา จากสมเพชก็กลายเป็นเวทนา จากร้ายก็กลายเป็นสามัญ กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปซะงั้น

มีที่ไหนวะ ในหนึ่งวัน หนึ่งจังหวัด มีทหารถือปืนหลายเหล่า มีคนเขาเผายางขว้างกระทิงแดง และมีคนอีกส่วนใหญ่ถือปืนฉีดน้ำ ปะแป้งกัน เพื่อคลายความร้อนแรงของสภาพอากาศและการเมือง แถมยังมีรถเมล์ติดไอพ่นทั้งคันให้เห็นอีก! ดูเผินๆนึกว่าเป็นปาหี่ ประเทศนี้โคตรจับฉ่าย

Photobucket

 

ท่ามกลางสถานการณ์จับฉ่ายแบบนี้ จะมีซักคนไม๊ครับที่จะเริ่มเว้นวรรคให้กัน ใครซักคนที่เริ่มจากตัวเอง มองย้อนกลับมาดูตัวคุณเองก่อน ก่อนที่จะเริ่มกล่าวโทษคนอื่น ว่าสิ่งที่เรากระทำอยู่นี้ดีแล้วหรือยัง การโกรธแค้น ด่าว่าสาปแช่ง ทุบตีกันที่เราเกือบทุกคนทำอยู่ นี่หรือครับคือสิ่งที่จะพาเราสู่ความเจริญและสันติ ... ?! แล้วจะเจริญ จะสันติได้ซักกี่ปีครับ ก่อนที่จะกลับมาตีกันใหม่อย่างที่ผ่านมาและกำลังเป็นไป หากเรายังไม่เลิกที่จะเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง และเอาอารมณ์เป็นเท้าที่ใช้ก้าวเดินมากกว่าเหตุและผล

จะมีไม๊ครับ พระเอก นางเอก ฮีโร่ซักคนที่กล้องจะฉายซูมไปหมุนวนรอบๆตัวเขา ขณะที่ยืนอยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันเลวร้ายกล้องค่อยๆ สโลว์ แล้วก็เขาก็เริ่มที่จะคลายกำปั้นในกำมือ แล้วฉีกยิ้มจากใจให้ศัตรู ก่อนที่จะเดินกลับบ้านมาเริ่มทำความดีจากตัวเขาเอง

 

เพราะผมหวังและเชื่อเหลือเกินว่าไม่จำเป็นหรอกครับ ที่เราจะออกไปแสดงความรักชาติด้วยการใส่เสื้อสีคัลเลอร์ฟูลทั้งหลาย แล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับตัวเองและผู้อื่น หากแต่ว่าถ้าคุณรักชาติ รักญาติพี่น้อง รักลูกหลานเหลนโหลนของคุณจริงหยุดเถอะครับทุกคน หยุดอะไรที่คุณเคยคิดเคยทำซึ่งส่งผลให้บาดหมางกัน เว้นวรรคให้กันเสียที ถอยกันคนละก้าว แล้วมาเริ่มทำความดีอะไรก็ได้ง่ายๆ จากตัวคุณเอง เริ่มที่จะเป็นคนดีจากตัวคุณเอง เพราะประเทศชาติที่ดีย่อมมีรากฐานมาจากประชากรที่มีพื้นฐานจิตใจที่ดี ที่สงบครับ ไม่ใช่ตี แตก แหกกันแบบนี้ ...

Photobucket

 

หากทุกคนรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ทำมันให้ดี และไม่ก้าวก่ายคนอื่น โลกคงไม่แย่แบบนี้หรอกครับ เสรีภาพคงไม่อาบไปด้วยยาพิษ !

แล้วเลิกเสียทีเถิดครับ อะไรที่เป็นการหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของคนอื่น เลิกทำเสียที อย่ามองว่าคอรัปชั่นมันเป็นเรื่องไกลตัว เพราะแค่คุณทิ้งเศษตั๋วรถเมล์ชิ้นเล็กๆ แค่ปั้นเดียวลงบนฟุตบาท คิดซะว่าช่างแม่งเหอะ เดี๋ยวคนกวาดถนนก็มากวาดไปทิ้งเอง มันทำมันก็ได้เงินเดือน ไม่ใช่หน้าที่กูซะหน่อย ...

ตรงนี้ขอชี้ชัดๆเลยกรั๊บว่า ..

พูดกันตามจริงแล้ว อาชีพคนกวาดขยะ ถึงจะเป็นอาชีพสุจริต แต่อยู่เฉยๆ ถ้าให้ใครเลือกไปจับไม้กวาดมายืนกวาดถนน โดยมีแรงงานขั้นต่ำเป็นรางวัลชีวิต แดกคนเดียวยังไม่พอจะยาไส้เลย และอาจจะมีมะเร็งผิวหนังและมะเร็งปอดเป็นโบนัส เป็นของแถม ผมเชื่อได้เลยว่าคน 99 % ไม่มีทางมาทนยืนทำแน่นอน แปลกดีอาชีพที่ทำเพื่อสังคมแบบนี้ กลับมีแต่ค่านิยมที่ส่อถึงการดูถูกต่อคนพวกนี้เสมอ ว่าเป็นคนสกปรก พวกการศึกษาต่ำเขาทำกัน ฮ่าๆ ..

ไม่ต้องอะไรหรอกครับ ถามจริงเถอะ ถ้าคนกวาดถนนหน้าดำๆ ตัวเหม็นทั้งกลิ่นเหงื่อ กลิ่นมลพิษเดินเข้ามาเสวนากับคุณ คุณจะเลือกที่จะปฏิบัติกับเขาเหล่านั้นเหมือนพวกนักธุรกิจใส่สูท ใช้น้ำหอม Ck1 หรือเปล่าครับ !?

นั่นแหละครับที่ผมจะบอกว่า แค่เราทิ้งขยะเล็กๆซักชิ้นลงบนถนน คนอีกคนที่คุณมองเขาว่าโลโซจะต้องเหนื่อยเพิ่มในการทำงานมากขึ้นอีก แล้วจะมีใครเถียงไม๊ครับว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ การหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของคนอื่น ! อีกนัยน์หนึ่งก็ไม่ได้ต่างอะไรกับ คอรัปชั่น ! เลย และการที่เราเอาเปรียบคนที่เรามองเขาว่าการศึกษาต่ำ นั่นแปลว่าอะไรครับ แปลว่าเราต่ำกว่าคนเรียนน้อยแต่ก็ทำประโยชน์ต่อสังคมได้มากกว่าเราเสียอีกหรือเปล่า ..?!

นี่เป็นแค่ตัวอย่างเดียวที่ง่ายต่อการสัมผัสและเห็นชัดที่สุดเลย ยังมีอะไรอีกหลายๆอย่างที่เรายังทำพลาดผิดโดยไม่ทันยั้งคิดกันในชีวิตประจำวัน แต่ไหนเลยเราถึงคอยแต่จะจ้องมองและตะโกนกล่าวโทษคนอื่นตลอดเวลา ตัวผมและตัวคุณดีพอแล้วหรอครับที่จะทำเช่นนั้น แล้วถ้าหากจะทำเช่นนั้นได้จริงจะดีพอแล้วหรอครับ ที่จะทำให้โลกนี้สงบสุข

ประเทศชาติและโลก ฉิบหายเพราะคอรัปชั่น เพราะความโลภ ความมักง่าย นี่แหละครับ ถึงวอนขอและย้ำนักย้ำหนาว่าให้ย้อนมองที่ตัวเองก่อน คิดก่อนทำเยอะๆ อย่าใช้อารมณ์อยู่ให้เหนือเหตุผลเลยครับ

เข้าใจครับ ว่าไม่มีใครดีเลิศประเสริฐศรี หรือไม่เคยทำผิดพลาด และการยับยั้งอารมณ์มันยากนัก ตัวผมเองก็เช่นกันไม่ได้ดีไปกว่าใครเลย แต่ผมจะเริ่มทื่จะพยายาม ... เริ่มที่จะทำความดีจากตัวผมเองก่อน นับจากบัดนี้เป็นต้นไป และจะยินดีมากถ้าหากมีคุณมาเป็นเพื่อนร่วมทาง ก้าวไปพร้อมกันกับผมอีกคนและอีกคน ... ไม่เหงาเลย

มีเพื่อนผมคนนึงเคยถามว่าความดืที่แท้จริงคืออะไร ในเมื่อคนเราต่างเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง จากที่ผมเฝ้าหาคำตอบมาตลอด สุดท้ายผมพบแล้วว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือการแบ่งปัน การเสียสละ และการให้โดยไม่ก้าวก่าย ไม่หวังผลตอบแทน อย่างที่พ่อให้ อย่างที่พระเจ้าและพระศาสดาของแต่ละศาสนาสอนให้ ชี้ทางให้เรา นิยามมันไม่ได้มีแค่นั้นหรอกครับ เพียงแต่ถ้าจะพูดให้ละเอียดจริงๆคงยาวไม่รู้จบ เอาเป็นว่าคุณลองเริ่มทดลองที่จะแบ่งปันที่จะให้ ด้วยตัวของคุณเองดีกว่า เชื่อว่าเมื่อคุณให้แล้วคุณต้องได้รับอะไรดีๆกลับมาแน่นอน อย่างน้อยสิ่งแรกที่คุณได้คือความสบายใจ

หากว่าสิ่งที่เราทำนั้นมันจะช่วยให้บ้านนี้เมืองนี้ และโลกห่วยๆใบนี้แตกช้าลงได้ซัก 1 วินาที นั่นก็เพียงพอแล้วครับที่ใครอีกหลายๆคน รวมถึงตัวผมและคุณจะได้มีโอกาสบอกลาคนที่รักเสียก่อนจะหลับล่วงลับไป แค่นั้นก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะทำ ..

 

 

สุดท้ายฝากไว้ครับ :

·

· หนังสือ The bell of Nagasaki - เสียงครวญแห่งสันติ หนังสือเล่มนี้สอนผมหลายอย่างเลย แต่มีข้อหนึ่งที่เราปรับมาใช้ได้ยามสถานการณ์บ้านเมืองเช่นนี้ คือ ที่ญี่ปุ่น บ้านเขาโดนทิ้งบอมตั้ง 2 ลูก นิวเคลียร์นะครับ ไม่ใช่ขี้ๆ ซึ่งไม่เคยมีประเทศไหนในหน้าประวัติศาสตร์โดนมาก่อนและโดนหลังจากนั้นเลย แต่ตอนนี้แค่เวลาไม่นาน เขากลับฟื้นตัวและกลายเป็นผู้นำของโลกไม่แพ้อเมริกาและชาติอื่นๆเลย ฉะนั้นขอแค่คุณมีความหวัง มีศรัทธาในชีวิต ในความดีเถอะครับ บ้านเมืองเราต้องกลับเข้าสู่สภาวะที่ดีกว่านี้แน่นอน บ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็เจอกันหนักกว่านี้มากมาย หากแต่ว่าเขาก็ยังผ่านกันมาได้ และเมื่อเทียบกับของเขานั้นบ้านเราดูเด็กๆไปเลย

· ภาพยนตร์เกาหลีสุดเจ๋งเรื่อง Man who was superman หากคุณคิดว่าโลกนี้สายเกินแก้แล้ว ทั้งโลกมีแต่คนเห็นแก่ตัว อยากให้ดูหนังเรื่องนี้เป็นกำลังใจครับ ขอผมได้ยกตัวอย่างสั้นๆนิดนึง พระเอกเป็นคนจิตไม่ปกติที่คิดว่าตัวเองเป็น ซุปเปอร์แมน คอยช่วยโลกครับ มีอยู่ฉากนึงพระเอกทำท่าหกสูงเอามือดันพื้นห้อยหัวลง แล้วชี้เท้าขึ้นฟ้า ทำหน้าแบบเบ่งขี้ นางเอกถามพระเอกว่าคุณกำลังทำอะไร พระเอกยิ้มและตอบว่า ผมกำลังใช้พลังงานทั้งหมดของผม ดันโลกนี้ออกห่างจากดวงอาทิตย์ โลกจะได้ไม่ร้อน ฮ่าๆ ช็อตนี้เอาใจผมไปเลยครับ

· และยังมีข้อคิดและฉากเด็ดๆสำหรับหนังสือและหนังเรื่องนี้อีกเยอะครับ รวมถึงหนังเรื่อง Knowing , Into The Wild และ หนังสือไอสไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น , รหัสลับคัมภีร์ไบเบิ้ล และอื่นๆ ไว้ผมจะมาอัพรีวิวอย่างเจาะลึกในสไตล์ผม ณ โอกาสต่อไปเร็วๆนี้ครับ

 

 

ขอบคุณที่อ่านและคิดตาม และจะขอบคุณอย่างงามๆหากนำเอาไปปฏิบัติครับ

แด่เสรีภาพ ความเท่าเทียม และสันติ

นิว “Euphoria in peace ”

 

Photobucket